UFABETWINS : “เจ-เเม็ค” : เด็กพิเศษที่วิ่งเสิร์ฟน้ำอยู่ 3 ปีก่อนเป็น “ฮีโร่” ชั่วข้ามคืน

UFABET

UFABETWINS  “รางวัล Best Moment ของ ESPY ประจำปี 2006 ได้แก่ เจสัน แม็คเอลเวน”

UFABETWINS ทันทีที่เสียงประกาศของพิธีกรเสร็จสิ้น เจสัน แม็คเอลเวน หรือ “เจ-แม็ค” ลุกขึ้นกอดกับพี่ชายและแม่ด้วยความดีใจ เพราะเมื่อย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน เขาเป็นเพียงบุคคลนิรนามสำหรับคนทั่วไป

และนี่คือเรื่องราวของ เจ-แม็ค สมาชิกของทีมบาสเกตบอล กรีซ อาเธอร์นา เด็กพิเศษผู้ไม่ยอมแพ้ต่อขีดจำกัดทางร่างกาย ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ความพยายามไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ

ชีวิตที่ไม่ได้ลิขิตเอง

วันที่ 1 ตุลาคม 1987 ณ เมืองโรเชสเตอร์ ทางตอนเหนือของรัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เดวิด และ เด็บบี้ ได้มีโอกาสต้อนรับ “เจสัน” สมาชิกใหม่ของครอบครัวแม็คเอลเวน เขาคือลูกชายคนที่สอง โดยมีอายุห่างจาก จอช พี่ชาย เพียงแค่ปีเดียว

 

เจสัน แม็คเอลเวน หรือที่เรียกกันว่า “เจ-แม็ค” และครอบครัว อาศัยอยู่ในเมืองที่ชื่อว่า กรีซ และใช้ชีวิตเหมือนกับครอบครัวชาวอเมริกันทั่วไป ทว่าจริงๆ แล้วกลับไม่ใช่ เพราะหลังจาก 6 เดือนที่เจสัน เกิดมา เด็บบี้ สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่ปกติ เมื่อลูกน้อยของเธอไม่สบตาผู้เป็นแม่ แต่เธอก็เก็บความลับนี้เอาไว้

เธอพยายามพาเจสัน ไปสถานรับเลี้ยงเด็กหนึ่งสัปดาห์ละครั้ง หวังให้ลูกของเธอมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กคนอื่น แต่ไม่เป็นอย่างหวัง เมื่อเขาเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ที่มุมห้อง โดยมีผ้าหุ้มกำบังหวังไม่ให้ใครเห็นตัว

ตรงกันข้ามกับตอนอยู่บ้าน เขาวิ่งไปมาอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง และชอบตื่นขึ้นมาวิ่งเป็นวงกลมกลางดึก ทำอย่างนั้นอยู่เป็นชั่วโมงๆ จนครอบครัวต้องเอายานอนหลับให้กิน เขายังมีอารมณ์รุนแรงด้วยการพยายามจะตบหัวตัวเอง เด็บบี้ ไม่อยากให้ลูกของเธอทำร้ายตัวเอง จึงจับลูกน้อยปิดตา

จน 3 ขวบก็ทำให้เด็บบี้ ได้รู้ว่าความ “ไม่ปกติ” ของลูกน้อยที่ผ่านมาคืออะไร เมื่อแพทย์ลงความเห็นว่า เจ-แม็ค มีอาการออทิสติกชนิดรุนแรง เธอรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ร้องไห้กับมันอยู่เป็นสัปดาห์ กว่าที่เธอจะทำใจรับได้ว่าลูกชายของเธอต้องเจอกับชีวิตที่ยากลำบากต่อจากนี้

เจ-แม็ค มีพัฒนาการที่เชื่องช้ากว่าเด็กในวัยเดียวกันอย่างชัดเจน กว่าจะพูดคำแรกได้ ต้องรอจนถึงอายุ 5 ขวบ เช่นเดียวกับพัฒนาการในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะในเรื่องการเคี้ยว ที่ทำให้เขาต้องกินอาหารบดจนกระทั่งอายุ 6 ขวบ

แต่โชคดีที่เจสันมีจอช พี่ชายของเขาอยู่เคียงข้างตลอด จอชรักน้องชายของเขามาก และสัญญาว่าจะไม่มีวันทอดทิ้ง เขาพยายามอยู่กับน้องชายทุกเวลา พาเจสันไปด้วยทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นลานโบวลิ่ง สนามกอล์ฟ หรือสนามบาสเกตบอล

และนั่นก็ทำให้ เจ-แม็ค ได้เจอกับความหมายของชีวิต

น้ำหล่อเลี้ยงใจที่ชื่อว่าบาสเกตบอล

“แน่นอนว่าจิตใจเขาต่างไปจากปกติ แต่สภาพร่างกายของเขา ทำให้เราเล่นกีฬาชนิดเดียวกันได้ มันเป็นอะไรที่เชื่อมเขาไว้มากกว่าสิ่งอื่นใด” จอชกล่าวกับ ESPN

UFABET

การที่จอช อยู่กับเจสัน ตลอดเวลา ทำให้ทั้งสองคนสนิทกันมาก และมันก็ทำให้อิทธิพลจาก จอช ส่งไปถึงเจสัน เขาเล่นกีฬาทุกชนิดที่พี่เขาเล่น ชื่นชอบในสิ่งที่พี่เขาชื่นชอบ ก่อนจะได้รู้ว่า บาสเกตบอล เป็นกีฬาที่เขาคลั่งไคล้มันมากที่สุด

เจสัน หมกมุ่นอยู่กับบาสเกตบอลอย่างมาก เขาฝึกซ้อมทุกวันตั้งแต่เช้าจรดค่ำในช่วงวันหยุดฤดูร้อน ซ้อมยิงวันแล้ววันเล่าอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย ราวกับว่ามันคืออาหารที่จะขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว

และเมื่อวันที่เขาได้เข้าเรียนใน กรีซ อาเธอร์นา ไฮสคูล ความฝันอีกขั้นหนึ่งของก็ปรากฎขึ้น เมื่อโรงเรียนมีทีมบาสเกตบอล เขาจะได้เล่นบาสเกตบอลเป็นทีมเหมือนกับคนอื่นแล้ว จึงเข้าไปคัดตัวเพื่อเป็นนักกีฬาของโรงเรียน

แต่น่าเสียดายที่ความหลงใหล ไม่เพียงพอสำหรับการเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นของทีม เจสัน ไม่ผ่านการตัดตัว แม้จะมีความพยายาม แต่เขามีส่วนสูงเพียงแค่ 5 ฟุต 7 นิ้ว (170 เซนติเมตร) ซึ่งถือว่าตัวเล็กมากสำหรับอย่างกีฬาบาสเกตบอล และมันก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เขาไม่ได้เข้าไปเล่นในทีมของโรงเรียน

อย่างไรก็ดี เด็บบี้ แม่ของเขาก็ไม่ละความพยายาม เธอโทรไปหาโรงเรียนและอธิบายว่าบาสเกตบอล มีความหมายต่อชีวิตเจสันมากขนาดไหน ขอให้ลูกของเธอได้อยู่ในทีมได้ไหม?

3

โรงเรียนกรีซเข้าใจหัวอกของคนเป็นแม่ แต่การให้เจสัน ผ่านการตัดตัวเพียงเพราะความสงสารก็เป็นสิ่งที่เกินไป พวกเขาจึงตัดสินใจตั้งตำแหน่งใหม่ที่ชื่อว่า “ผู้จัดการชมรม” (Student-Manager) ขึ้น และคนที่ได้รับตำแหน่งนี้ก็คือ เจสัน แม็คเอลเวน

แม้ว่าตำแหน่งผู้จัดการชมรม อาจจะทำให้เขาไม่ได้สวมชุดแข่งทีมบาสเกตบอลกรีซ อาเธอร์นา เหมือนกับผู้เล่นคนอื่น แต่เขาก็ภาคภูมิใจในฐานะสมาชิกของทีม เขาทำงานอย่างเต็มที่สำหรับหน้าที่หลักที่ต้องดูแลความเรียบร้อยของทีมอยู่ข้างสนาม

ไฟแห่งความชื่นชอบบาสเกตบอลของเขาก็ยังคงลุกโชนในใจเสมอ เขายังคงคลั่งไคล้ในกีฬาชนิดนี้ไม่ต่างจากผู้เล่นในสนาม แม้บทบาทจริงๆ เขาคือผู้จัดการชมรม แต่เจสัน ก็พยายามใช้เวลาว่างฝึกซ้อมด้วยตัวเอง หลังทีมซ้อมเสร็จไปซ้อมเลี้ยง และซ้อมยิงวันละ 500 ลูกเป็นประจำทุกวัน

“เขาแทบจะเหมือนกับสารานุกรมบาสเกตบอลเคลื่อนที่ เขาสามารถบรรยายบางอย่างที่คนจำไม่ได้” เดวิน เดพอยท์ อดีตฟอร์เวิร์ดอาเธอร์นากล่าวกับ ESPN

“ผู้คนเข้าใจว่าเขาใช้เวลาไปมากแค่ไหนที่ช่วยทีม และใช้ชีวิตอยู่กับบาสเกตบอลราวกับเป็นลมหายใจแค่ไหน จริงๆ เขาเป็นเหมือนผู้ช่วยโค้ช และผู้เล่นในการฝึกซ้อม เขามักจะอยู่ตรงนั้นอยู่เสมอ”

 

แม้ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับเขา ที่เด็กพิเศษจะได้รับโอกาสลงสนาม แต่ “โอกาสมักจะเป็นของคนที่พร้อมอยู่เสมอ” เจสันรู้ดีในจุดนี้ เขาจึงเตรียมร่างกายของตัวเองให้พร้อมอยู่เสมอ เพื่อรอว่าวันหนึ่งโอกาสจะเดินทางมาถึงเขาบ้าง

และความพยายามก็ไม่เคยทำร้ายสักคนที่ตั้งใจ

ค่ำคืนแห่งประวัติศาสตร์

ตามปกติทีมกีฬาของโรงเรียน มักจะมีโค้ชที่ถูกจ้างมาทำหน้าที่นี้โดยตรง และ จิม จอห์นสัน ก็คือคนที่รับตำแหน่งนี้ในทีมบาสเกตบอลของ กรีซ อาเธอร์นา

แม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในเส้นทางโค้ช แต่จอห์นสัน ก็ยังไม่เคยพาโรงเรียนกรีซ อาเธอร์นา คว้าแชมป์เขต 5 ของนิวยอร์กได้เลย แม้ว่าเขาจะให้ความสำคัญกับตำแหน่งแชมป์ของทีม แต่เขาก็อยากทำให้ความฝันของชายคนหนึ่งเป็นจริงเช่นกัน

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เจ-แม็ค พยายามคัดตัวเพื่อเข้ามาเป็นสมาชิกในทีมบาสเกตบอลของจอห์นสัน มาโดยตลอด เขาเห็นถึงความไม่ยอมแพ้ของผู้เล่นรายนี้ จึงได้ให้สัญญาไว้ว่าเขาอาจจะส่ง เจสัน ลงสนามสักครั้ง และในที่สุดวันนั้นก็มาถึง

15 กุมภาพันธ์ 2006 กรีซ อาเธอร์นา เปิดบ้านรับการมาเยือนของโรงเรียนมัธยมปลาย สเปนเซอร์พอร์ท ด้วยความที่เป็นเกมสุดท้ายในบ้านของฤดูกาล 2005-06 เหล่านักเรียนจึงเข้ามาให้กำลังใจจนแน่นไปทั้งอัฒจันทร์ รวมไปถึงป้ายเชียร์เจ-แม็คจากเพื่อนร่วมห้อง

ในช่วงแรก กรีซ อาเธอร์นา เป็นฝ่ายครองเกมได้มากกว่า และทำแต้มนำไปก่อน อย่างไรก็ดี แม้จะมีแต้มนำ แต่ก็ไม่ได้การันตีว่าเจ-แม็คจะได้ลงเล่น เพราะชัยชนะในนัดนี้ อาจมีความหมายถึงแชมป์ แถมในอีกมุมหนึ่ง อาจเป็นการกดดันเขามากเกินไป จนอาจส่งผลร้ายตามมา

จอห์นสัน ค่อยๆ รอเวลาที่เหมาะสม จนเมื่อนาฬิกาของควอเตอร์สุดท้ายมาอยู่ที่ 4:19 นาที ซึ่งขณะนั้นทีมนำด้วยสกอร์สองหลัก ที่ตามหลักของอเมริกันเกมส์ถือว่าค่อนข้างปลอดภัยสำหรับการได้รับชัยชนะ เขาก็กวักมือเรียก เจ-แม็ค ที่โค้ชใส่ชื่อเป็นหนึ่งในผู้เล่นของเกมดังกล่าวไว้ด้วย

และเพียงแค่เขาลุกจากม้านั่งสำรองไปที่โต๊ะกรรมการ เสียงฮือฮาก็ดังอื้ออึงไปทั่วสนาม

“เขายืนอยู่ตรงนั้น เราพูดว่า ‘เจ นายต้องลงไปในสนามพวก’ เขาก้าวลงไป และเขาพยายามหาตัวเพื่อป้องกัน แต่เขาไม่ได้ยินเพราะเสียงของผู้คน” สตีฟ เคอร์ อดีตผู้เล่นของอาเธอร์นา ที่อยู่ในนัดนั้นย้อนความหลังกับ ESPN

แต่เขาเริ่มต้นได้ไม่ดีนัก เมื่อลูกแรกของเขาเป็นแอร์บอล ไม่โดนแม้กระทั่งขอบห่วง ส่วนลูกต่อมาก็พลาดอีก แต่นั่นเป็นแค่การปรับจูนเท่านั้น เมื่อโอกาสครั้งที่สามของเขาและหลังจากนั้น ทำให้สนามแทบแตก

ลูกที่ปล่อยออกมาจากมือ เจ-แม็ค จากจุดสามคะแนนลูกแล้วลูกเล่า ทะยานพุ่งลงห่วงอย่างไม่ขาดสาย สามแต้ม สามแต้ม และสามแต้ม เจ-แม็ค หยุดไม่อยู่อีกแล้วในคืนนั้น เมื่อสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายจากกรรมการ เขาทำไปถึง 20 คะแนนในช่วงเวลาไม่กี่นาที โดยเป็นการชู้ตสามคะแนนลงถึง 6 ครั้ง

“ตอนที่เขายิงลูกแรกลง สนามแทบแตก พอเขายิงลงลูกแล้วลูกเล่า ผู้คนต่างย้ายลงมาด้านล่าง แม่ของเขาใส่ชุดออกกำลังกายสีเขียว ผมเห็นแม่ของเขาลงมาด้านล่างเช่นกัน เธออยากจะไปแสดงความยินดีกับลูกชาย มันเหมือนเป็นแดนเถื่อน ผมยังรู้สึกอยู่ทุกครั้งเมื่อคิดถึงมัน” เคอร์กล่าวต่อ

และชัยชนะในนัดนั้นยังทำให้ กรีซ อาเธอร์นา คว้าแชมป์เขตได้เป็นครั้งแรก ภายใต้การคุมทีมของจอห์นสัน ในขณะที่เจ-แม็คได้รับการขนานนามว่า “เปรี้ยงปร้างเหมือนปืนพก”  

“เมื่อผมนึกถึง เจ-แม็ค เขาเป็นเหมือนดนตรีร็อคพวกของเรา บางอย่างเขาก็ไม่ได้เข้าใจอย่างหมดจด แต่เขาเป็นคนประเภทที่ทำให้เราทุกคนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในวิธีที่พิเศษของเขา” จอห์นสันกล่าว กับ ESPN

แต่เรื่องราวไม่ได้จบเพียงแค่นั้น

โด่งดังเป็นพลุแตก

ช่วงเวลามหัศจรรย์ของ เจ-แม็ค อาจจะเป็นเพียงเรื่องเล่าบทหนึ่งที่พูดถึงกันแค่ในเมืองเท่านั้น หาก มาร์คัส ลูเชียโน ไม่ได้ถ่ายวิดีโอเกมในวันนั้นเอาไว้

 

ลูเชียโน เป็นมือถ่ายวิดีโอของทีม เขามักจะนั่งอยู่บนสุดของอัฒจันทร์ เพื่อเก็บภาพการแข่งขันในแต่ละนัดเอาไว้ ก่อนเกมวันนั้นเขาถูกโค้ชจอห์นสันสั่งให้ถ่ายแผนการเล่นของทีม เพื่อเอามาวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของทีมตัวเองในภายหลัง

ในตอนแรกเขาตั้งใจจะทำตามคำสั่งของโค้ช แต่หลังจากเจ-แม็คยิงลูกแรกลงไป และกองเชียร์ในสนามก็ดีใจอย่างบ้าคลั่ง สมองก็สั่งให้เขาแพนกล้องไปที่ผู้ชม และตามการเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวของเจ-แม็ค จนเก็บช่วงเวลาสำคัญเหล่านั้นไว้ได้

หลังเกมวันนั้น เขาส่งวิดีโอเทปไปให้ แอนดี้ แม็คคอร์แม็ค นักกายภาพบำบัดการพูดของเจสัน ก่อนที่เขาจะส่งไปที่ WROC ช่องโทรทัศน์ท้องถิ่นของโรเชสเตอร์ พร้อมกับอธิบายความน่าสนใจของเทปม้วนนี้ที่จะเอามาทำเป็นข่าวได้

“มันคือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในกีฬา” แม็คคอร์แม็ค บอกกับสถานีโทรทัศน์

จากนั้น เรื่องราวของเจ-แม็ค ก็ค่อยๆ ถูกพูดถึงในวงกว้าง สื่อหลายสำนักพากันรายงานข่าวของเขา ไม่ว่าจะเป็น ABC, NBC หรือ CBS ในขณะที่ ESPN บุกไปสัมภาษณ์ถึงตัวเอาทำเป็นสกู๊ป และทำให้เขาโด่งดังไปทั่วประเทศ

เจ-แม็ค และ จอห์นสัน โค้ชของทีม ยังถูกเชิญไปสัมภาษณ์ในสถานีโทรทัศน์ระดับชาติอย่าง CNN และได้ออกรายการของ โอปราห์ วินฟรีย์ ในขณะที่ เมจิก จอห์นสัน อดีตนักบาสเกตบอลชื่อดังเดินทางไปเยี่ยมเขาถึงโรงเรียนกรีซ อาเธอร์นา

“ไม่มีใครบอกคุณหรอกว่ามันจะทำให้โรงเรียนเราดังไปทั่วประเทศ แต่ผมคิดว่ามันเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนได้เลยล่ะ” ลูเชียโนกล่าวกับ ESPN

“ผมไม่ได้อยากให้ฟังดูน่าเบื่อ แต่ความรู้สึกนั้นยังชัดเจนอยู่ในตัวผมจริงๆ ที่ทำให้คุณคิดถึงมันตลอดเวลา” 

 

ความโด่งดังของเจ-แม็ค ยังทำให้เขาได้มีโอกาสได้พบกับประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช รวมไปถึง เพย์ตัน แมนนิง ยอดควอเตอร์แบ็คในตำนานของ อินเดียนาโปลิส โคลท์ส (ในขณะนั้น) โดย จอร์จ บุช ถึงกับหลั่งน้ำตาหลังได้ชมวิดีโอนั้น

“อย่างที่คุณเห็น ผมได้เจอกับคนพิเศษคนหนึ่งที่สนามบิน เจสัน จะเป็นอะไรมั้ยถ้าผมจะเรียกคุณว่า เจ-แม็ค และคุณก็เรียกผมว่า จอร์จ ดับเบิลยู” จอร์จ บุชกล่าวทั้งน้ำตา

นอกจากนี้จังหวะมหัศจรรย์ของ เจ-แม็ค ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Moment ในกีฬาของ ESPY แม้ว่าจะต้องแข่งราวสุดสะเทือนใจอย่าง ดาโกตา ดาวน์ นักกอล์ฟวัย 13 ปี ที่ลงแข่ง LPGA ในขณะที่แม่เป็นมะเร็ง หรือช็อตมหัศจรรย์ของ โคบี ไบรอันท์ ที่ทำไปถึง 81 แต้ม สูงสุดของอาชีพการเล่นในเกมพบ โตรอนโต แรปเตอร์ส แต่ในที่สุดรางวัลนี้ก็ตกเป็นของเขา

 

หลังจากนั้นเขากับ ดาเนียล เพสเนอร์ ได้ร่วมกันเขียนหนังสือที่ชื่อว่า The Game of My Life: A True Story of Challenge, Triumph, and Growing Up Autistic และถูกตีพิมพ์ออกมาในปี 2008

เจ-แม็ค ยังได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครหลายคน หนึ่งในนั้นคือ ลิซา ปอนติเซลโล ที่กังวลกับ อเล็กซ์ ลูกชายวัย 4 ขวบที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นออทิสติก แต่หลังจากได้เห็นเจ-แม็คในโทรทัศน์ เธอก็มีความคิดที่เปลี่ยนไป

“คุณจะเริ่มคิดเรื่องนี้ในหัวและรู้สึกกังวลกับลูกของคุณ เพราะมีสิ่งเหล่านี้รอพวกเขาอยู่ข้างหน้า” ปอนติเซลโลกล่าวกับ ESPN

“แต่หลังจากได้เห็นบางคนที่อายุมากกว่าเขากำลังท้าทายด้วยการเป็นสมาชิกที่มีคุณภาพของทีมบาสเกตบอลโรงเรียน มันทำให้คุณคิดว่า ‘ว้าว เด็กที่เป็นออทิสติกก็สามารถทำทุกอย่างได้นี่นา’” 

และเขาก็ทำทุกอย่างที่เขาอยากทำได้จริงๆ

ท้าทายขีดจำกัด

หลังค่ำคืนวันนั้น เจ-แม็ค ยังคงใช้ชีวิตอยู่กับกีฬาอยู่เสมอ หลังจบมัธยมปลาย เขาได้ขอเป็นอาสาสมัครอยู่ในทีมบาสเกตบอลของโรงเรียน ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีม ไปพร้อมกับทำงานประจำในแผนกเบเกอรีที่ร้านเว็กมานส์

 

นอกเหนือการช่วยงานโค้ช เจ-แม็คยังสนใจในกีฬาอื่น เขาเป็นหนึ่งในสต้าฟโค้ชของทีมวิ่งวิบากของโรงเรียน และทำงานอย่างทุ่มเทเหมือนกับตอนที่รับตำแหน่งผู้จัดการชมรมบาสเกตบอล

และมันก็ได้ต่อยอดไปถึงอีกกีฬาที่เขาสนใจ นั่นคือการวิ่ง เขาตั้งเป้าที่จะลงแข่งในบอสตัน มาราธอน หนึ่งในรายการระดับเมเจอร์ แม้จะเป็นเรื่องยาก เพราะรายการนี้นักวิ่งต้องทำเวลาให้ผ่านเกณฑ์ และเวลาที่เจ-แม็คต้องทำให้ได้ในคราวนั้นคือ 3:05:00 ชั่วโมง

แต่ความพยายาม ก็ตอบแทนเขาอีกครั้ง เมื่อการมุ่งมั่นฝึกซ้อม ทำให้เขาทำเวลาได้ 3:01:39 ชั่วโมงในรายการ MVP Health Care Rochester Marathon ผ่านเข้าไปวิ่งได้สำเร็จ และทำเวลาในบอสตันมาราธอน 2014 ด้วยสถิติ 2:57:05 ชั่วโมง

 

ปัจจุบัน เจ-แม็ค ลาออกจากตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีมบาสเกตบอลของโรงเรียนกรีซ อาเธอร์นาตั้งแต่ปี 2017 ทิ้งตำนานไว้เบื้องหลัง แต่ยังคงฝึกซ้อมและเข้าร่วมแข่งขันวิ่งมาราธอนอย่างสม่ำเสมอ

เรื่องราวสุดมหัศจรรย์ของเขา ได้ถูกโคลัมเบีย พิคเจอร์ส ซื้อลิขสิทธิ์ไว้ตั้งแต่ปี 2006 ที่เกิดค่ำคืนสุดมหัศจรรย์ใหม่ๆ เพื่อสร้างออกมาเป็นภาพยนตร์ โดยมีซูเปอร์สตาร์อดีตนักบาสเกตบอล NBA อย่าง เมจิก จอห์นสัน ร่วมโครงการนี้ในฐานะโปรดิวเซอร์ ซึ่งแม้จะยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นทางการมากนักจนถึงทุกวันนี้ หลายฝ่ายเชื่อว่า น่าจะกำลังพัฒนาบทให้สุกงอมเสียก่อน

เรื่องราวต่างๆ ที่กล่าวไป พิสูจน์ให้เห็นว่าความพยายามของเขาคู่ควรที่จะได้รับการพูดถึง เช่นเดียวกับความมุ่งมั่นที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในตัวเขา ตั้งแต่วันแรกที่เขาได้รู้จักกับกีฬาจนถึงปัจจุบัน

“เขากระตุ้นผมอยู่ทุกวัน ผมคิดว่าเขาน่าจะออกจากบ้านตอนตี 5 แม้กระทั่งวันที่หิมะตกในโรเชสเตอร์ เพื่อฝึกซ้อมสำหรับบอสตัน มาราธอน คุณจะเห็นเขาผลักดันตัวเอง และทำแบบนี้แทบทุกวันแทนการพูดทุกคืนว่า ‘แค่นี้พอ’”  

“เขายังคงมุ่งไปข้างหน้าและพยายามที่จะข้ามอุปสรรคต่อไปอยู่เสมอ” เคอร์ทิ้งท้าย

อ่านข่าวอื่นๆที่ >>> UFABETWINS

หน้าแรก >>> https://www.fretzsimonds.com